nSIDE ชีวิต:สุขใจที่ได้ทำงานร่วมกัน

nSIDE ชีวิต:สุขใจที่ได้ทำงานร่วมกัน

     ผู้เขียนได้รับเชิญจากบริษัท FMC Technologies (Thailand) Ltd. ให้ไปจัดสัมมนาทั้งวันให้กับบุคลากรฝ่ายบริการของบริษัท ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งแถว ๆ เขาใหญ่ ในหัวข้อ การทำงานเป็นทีม โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายใน ลดความขัดแย้ง และเสริมสร้าง Team Work ซึ่งผมได้ใช้แนวทางจิตวิทยาร่วมกับการบริหารจัดการและปรัชญาแนวพุทธรรมเข้าร่วม
       
      ได้มีการทำ Work shop และเกมส์ง่าย ๆ บางอย่างเพื่อละลายพฤติกรรม รู้ความต้องการของแต่ละตำแหน่งในทีมงาน เสริมสร้างเรื่องการสื่อความหมาย ลดความเป็นตัวตน (Ego) ให้เกิดการเห็นอกเห็นใจแบบสลับตำเหน่งบุคคล (Empathy) พร้อมทั้งวิธีคิดในการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข วิธีสร้างความภาคภูมิใจกับตนเองและบุคคลกรในองค์กรร่วมกันโดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก
      
     ผู้เข้าสัมมนาทุกคนต่างยอมรับ มีความสุข มีความเข้าใจชีวิตตนเองและชีวิตที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นทีมงาน รวมทั้งชีวิตอนาคตที่ต้องดำเนินต่อไปอย่างมีคุณค่า ในแง่จิตวิทยาแล้วมนุษย์มีความต้องการอยากมีความสุข ทั้งสุขทางกายและสุขทางใจ แต่ถ้าใครมุ่งแต่รับความสุขอย่างเดียวโดยไม่แบ่งปันให้คนอื่น ก็มักจะมีความทุกข์เพราะจะขาดมนุษย์สัมพันธ์ ผู้คนรอบข้างไม่อยากเป็นมิตรหรือให้ความร่วมมือมนุษย์จึงต้องมีเมตตาและรู้จักแบ่งปัน แต่ถ้าเป็นความสุขจากความสำเร็จจะไม่ค่อยยั่งยืนนัก เพราะความสำเร็จมากเท่าไรก็ไม่เคยพอเช่น เงินทอง ปริญญา ตำแหน่ง เกียรติยศทางสังคม ความสุขทางโลกนั้นมักหมายถึงความสำเร็จ คือหาทางให้ได้สิ่งที่มาสนองความอยากและความไม่อยากให้ได้ แต่ความสุขทางพุทธนั้นเป็นความสุขที่เกิดจากการมีอิสระจากความอยาก คือการหาทางทำให้ตัวเองอยู่เหนือความอยากให้ได้
       
      เราจึงต้องรู้จักคำว่า พอ และ ยอม เพื่อจะได้ไม่ไปเพิ่มความต้องการให้มากขึ้นจนเป็นที่มาของความโลภ โกรธ และหลง ซึ่งจะกลายเป็นกิเลสที่จะทำให้ชีวิตมีข้อบกพร่องมากขึ้น ทำให้คิดผิด พูดผิดและทำในสิ่งที่ผิดๆ มากขึ้นส่วนความสุขทางใจนั้นก็ต้องสร้างมิตรภาพให้ดี จะได้รับความรักและมิตรภาพจากเพื่อนมนุษย์ และต้องมีเทคนิคในการคิด คือการคิดช้าๆ ถึงสิ่งที่ไม่และไม่ดี อย่าจมกับอดีตที่ไม่ดีทั้งหลายต้องรู้จักลบ (Deletes) ออกไปให้หมด ถ้าเรามีสิ่งใดที่ดีๆ แม้เล็กน้อยก็ให้คิดบ่อยๆ ในเรื่องทางจิตใจนั้น ทางพุทธศาสนากำหนดให้จิตมีคุณสมบัติ 1.รู้ 2.ตื่น และ 3.เบิกบาน
        
        และให้สิทธิที่จิตจะพึงทำได้คือ :
        
       1. มีสิทธิของการเรียนรู้ เพื่อจะให้ไม่โง่
       
       2. มีสิทธิที่จะมีความสุข เพื่อจะได้ไม่ทุกข์
       
        3. มีสิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกและคิดในสิ่งใหม่ที่ดีๆ
       
      นับว่าเป็นแนวทางแบบ(Positive Thinking) ทั้งนั้น ทันสมัยมาก พูดเรื่องความสุขนี้ แรกๆ ก็คิดไม่เหมือนกัน เถียงกันทั้งวันว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน แต่พออยู่ๆไปเข้าใจชีวิตมากขึ้น เห็นความทุกข์ของชีวิตมากขึ้น มักจะคิดคล้ายๆกันคืออยากมีความสุขแนวพุทธมากขึ้นทั้งนั้น ในการบรรยายสัมมนาจึงเน้นให้ผู้เข้าสัมมนาได้รู้จักวิธีทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นด้วย เมื่อเข้าใจชีวิต เข้าใจสิ่งที่ชีวิตอยากได้คือความสุข รู้จักวิธีหาทางให้ได้ความสุขได้บ้างแล้ว จะอบรม สั่งสอน หรือให้ทำงานร่วมกันโดยมีกติกาอย่างไรบ้าง ก็ทำได้ง่าย จะเกิดภาวะ "สุขใจที่ได้ทำงานร่วมกัน" ได้ ที่ทำงานร่วมกันไม่ได้ ก็เพราะต่างคนต่างไม่มีและไม่รู้วิธีหาความสุขจริงๆ นี่แหละ

 

ที่มา :www.manager.co.th

 

 1880
ผู้เข้าชม
ทำเว็บธุรกิจ ทําเว็บขายของ ออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์สำเร็จรูป SoGoodWeb

Human Resource

Get started for free today. DEMO FREE 60 DAYS
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์