• หน้าแรก

  • HR Articles

  • อัปเดตการยื่นภาษี 2563 แตกต่างจากเดิม หรือเพิ่มเติมอย่างไร ?

อัปเดตการยื่นภาษี 2563 แตกต่างจากเดิม หรือเพิ่มเติมอย่างไร ?

  • หน้าแรก

  • HR Articles

  • อัปเดตการยื่นภาษี 2563 แตกต่างจากเดิม หรือเพิ่มเติมอย่างไร ?

อัปเดตการยื่นภาษี 2563 แตกต่างจากเดิม หรือเพิ่มเติมอย่างไร ?

เข้าสู่ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่ใครหลายคนมีการเริ่มวางแผนวางแผนการเงินสำหรับปี 2563 นี้ โดยสิ่งที่ไม่พูดถึงเลยไม่ได้คือเรื่องการยื่นภาษีสำหรับรายได้ในปี 2562 ที่ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นภาษีเงินได้ แต่การยื่นภาษีปีนี้มีอะไรใหม่และแตกต่างจากเดิมหรือไม่นั้นวันนี้ gettgo จะมาอัปเดตเงื่อนไขยื่นภาษี พร้อมกับการลดหย่อนต่าง ๆ ที่ควรรู้กัน

ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี ?

ทุกคนที่มีรายได้ จะต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถึงแม้จะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีก็ต้องยื่นแบบภาษีประจำปี และโดยทั่วไปจะยื่นเพียงปีละ 1 ครั้ง แต่มีบางกรณีที่จะต้องยื่น 2 ครั้งที่เรียกว่าการยื่นภาษีครึ่งปี โดยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณมีเงินได้ประเภทที่ 5, 6,7,8 รวมกันเกิน 60,000 บาทเท่านั้น โดยนับระยะเวลาระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. เพื่อแสดงรายได้สะสมในช่วงปีที่ผ่านมา

โดยจะมีสูตรคำนวณคือ “เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อนภาษี = เงินได้สุทธิ” โดยที่ค่าใช้จ่ายจะเหมาจ่าย 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เมื่อคำนวณได้แล้วให้นำมาเทียบกับตารางอัตราภาษีที่ต้องเสีย ซึ่งปีนี้ยังคงใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนกับปี 2560

ดังนั้นการยื่นภาษีและเสียภาษีเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ได้รับเงินได้จะต้องทำ และการยื่นภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ และระยะเวลาการทำงาน ต่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องยื่นจ่ายภาษี (เกณฑ์ขั้นต่ำอยู่ที่ 150,000 บาทต่อปี) แต่ไม่ต้องจ่ายภาษีเพราะไม่ถึงเกณฑ์ขึ้นต่ำที่กำหนด

ยื่นภาษีได้ที่ไหนและใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

การยื่นภาษีโดยใครที่มีรายได้จากเงินเดือนและโบนัส โดยไม่มีรายได้ประเภทอื่น ให้เตรียมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) พร้อมเอกสารประกอบการลดหย่อนภาษี เมื่อเตรียมเอกสารครบแล้ว ให้รีบยื่นแสดงภาษีให้เร็วที่สุด ซึ่งเปิดให้ยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 63 – 30 มิถุนายน 63 โดยยื่นได้หลายช่องทาง ได้แก่

      สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เดิมเรียกว่า สำนักงานสรรพากรเขต/อำเภอ)

สำหรับการยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ผู้มีเงินได้สามารถยื่นแบบฯ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง

      ธนาคารพาณิชย์ และสาขาที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด สำหรับการยื่นแบบฯ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน เท่านั้น และมีภาษีที่ต้องชำระพร้อมกับการยื่นแบบฯ ดังนี้ 

          ธนาคารพาณิชย์ (ยกเว้น บมจ.ธนาคารกรุงไทย) มีหลักเกณฑ์ดังนี้

               • ใช้แบบ ภ.ง.ด.90 หรือแบบ ภ.ง.ด.91 ฉบับที่พิมพ์ชื่อ ที่อยู่ ฯลฯ ที่ กรมสรรพากร จัดทำขึ้น และจัดส่งให้

               • มีเงินภาษีต้องชำระ พร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือแบบ ภ.ง.ด.91

          ธนาคารกรุงไทย มีหลักเกณฑ์ดังนี้

               • มีเงินภาษีต้องชำระ โดยต้องชำระทั้งจำนวน

               • ไม่มีเงินภาษีต้องชำระ หรือขอคืนเงินภาษี

      ที่ทำการไปรษณีย์ สำหรับการยื่นแบบฯ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 63 เท่านั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้

           ผู้มีเงินได้มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร

          ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน พร้อมแนบเช็ค (ประเภท ข. ค. หรือ ง.) หรือ ธนาณัติ (ตามจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระทั้งจำนวน)

          กรมสรรพากรจะถือเอาวันที่ลงทะเบียนไปรษณีย์เป็นวันรับแบบและชำระภาษี และจะส่งใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ยื่นแบบฯ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน<

          กรณีผู้มีเงินได้ที่มีภูมิลำเนา อยู่ในต่างจังหวัด หรือประสงค์จะขอ ชำระภาษีเป็นงวด จะยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 โดยส่งทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียนไม่ได้

      Internet ทาง Web Site ของกรมสรรพากร ที่ www.rd.go.th โดยชำระภาษี ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ของธนาคารพาณิชย์ หรือชำระผ่าน e-payment หรือโดยวิธีอื่น ได้แก่ ATM, Internet Banking, Tele-Banking, Mobile Banking, Counter Service (ของธนาคาร), เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ Pay at Post (ไปรษณีย์)

หากทำงานฟรีแลนซ์ หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ต้องยื่นภาษีไหม ?

หากคุณทำงานฟรีแลนซื หรือเป็นอาชีพอิสระ ที่ไม่มีรายได้เป็นเงินเดือนที่แน่นอน คุณก็ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะถือว่ามีเงินได้ซึ่งเข้าเงื่อนไขที่ ทุกคนที่มีเงินได้ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยตามกฎหมาย กลุ่มคนทำงานอิสระยังใช้เกณฑ์เดียวกับ มนุษย์เงินเดือน แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือรายได้ที่ผ่านมา จากช่องทางใดบ้าง และแต่ละแหล่งที่มามีจำนวนเท่าไร

โดยเงินได้ของกลุ่มอาชีพอิสระจะจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 2 เงินได้มาตรา 40 (2) ซึ่งหากเป็นมษุนย์เงินเดือนจะจัดอยู่ในประเภทที่ 1 เงินได้มาตรา 40(1) เงินที่ได้จากการจ้างงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เป็นต้น 

ดังนั้นสิ่งสำคัญเมื่อได้เงินจากการทำงานแล้วอย่าลืมเก็บใบ ทวิ 50 หรือใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ทุกครั้ง เพื่อเอาไว้ยื่นภาษี (ต้องเป็นรายได้ที่เกิน 1,000 ขึ้นไป)  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ว่าจ้างจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้โดยมี 2 รูปแบบคือ

      หัก 3 % ของเงินที่จ่ายทุกครั้ง

      คำนวณภาษีเงินได้จากรายได้สะสมที่ได้รับจากผู้ว่าจ้าง

ดังนั้นทำงานฟรีแลนซ์ หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ก็ต้องมีการยื่นภาษีและอย่าลืมขอ ใบทวิ 50 ทุกครั้งที่ได้รับเงินหลังจากการว่าจ้างด้วยนะครับ หลักจากที่ทราบเงื่อนไข หลักการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ในปีนี้ 2563 ที่จะต้องยื่นภาษีประจำปีภาษี 2562 ในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการยื่นภาษีบ้าง

6 เรื่องอัปเดตการยื่นภาษี 2563 ที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม

1. มีการปรับขยายเวลาการยึดระยะเวลายื่นภาษีเงินได้ประจำปีภาษี 2562

โดยได้มีการขยายระยะเวลาการยื่นภาษีเงินได้ประจำปีภาษี 2562 (ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91) ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นเสียภาษีภายในวันที่ 1 มกราคม 63 – 31 มีนาคม 63 เป็น วันที่ 1 มกราคม 63 – 30 มิถุนายน 63 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ผู้เสียภาษีมีเงินใช้จ่ายในช่วงต้นปีมากขึ้น

2. ด้านมาตราการการท่องเที่ยว

มีการปรับให้บริษัท (สำหรับริษัทหรือห้างร้านที่เป็นนิติบุคคล) จัดสัมนาต่างจังหวัดสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

สามารถนำค่ารีโนเวทสถานที่ท่องเที่ยว และที่พัก ของเรามาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่เราจ่ายจริง

3. โครงการ ชิม ช้อป ใช้ เฟส 4 

โดยโครงการ ชิม ช้อป ใช้ เฟส 4 ของกระทรวงการคลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนออกแบบและประเมินผล เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวมากที่สุด โดยสำหรับผู้เสียภาษีที่เคยลงทะเบียนชิม ช้อป ใช้ แล้วไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ และสามารถใช้โครงการ ชิม ช้อป ใช้ เฟส 4 ได้เช่นกัน และยังมีการเปิดรับประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเติมอีกด้วย

4. มีการจัดตั้งกองทุนใหม่ชื่อ SSF แทน LTF

การปรับเปลี่ยนกองทุนใหม่เป็น SSF หรือกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saveing Fund) สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30 % ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท สามารถถือหน่วยลงทุนได้ 10 ปีและสามารถขายคืนได้เมื่อถือหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี  โดยไม่การกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี และสามารถซื้อได้ 5 ปี (ปี 2563 - ปี 2567) โดยหลังจากนั้นการคลังจะพิจารณาอีกที และกำไรจากการขายหน่วยการลงทุนคืนจะได้รับการยกเว้นภาษี

5. กองทุน LTF ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้นับตั้งแต่ปีภาษี 2563 เป็นต้นไป 

หลังจากมีการปรับเปลี่ยนกองทุนใหม่จาก LTF เป็น SSF การลงทุนในกองทุน LTF จะสิ้นสุดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2562 แต่นักลงทุนยังสามารถซื้อหน่วยการลงทุนในกองทุนดังกล่าวต่อไปได้ แต่จะไม่ได้รับการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

6. มีการปรับเกณฑ์กองทุน RMF และไม่มีขึ้นต่ำในการซื้อกองทุน

มีการปรับเกณฑ์กองทุน RMF โดยมีการเพิ่มเพดานการลดหย่อนภาษีสูงสุดจากเดิม 15% ไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นลดหย่อนภาษีสูงสุด 30 % ของเงินพึ่งประเมินแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท และมีการยกเลิกขึ้นต่ำในการซื้อ แต่เดิมขึ้นต่ำในการซื้อกองทุน RMF อยู่ที่ 3 % ของเงินได้ หรือ 5,000 บาทต่อปี (แล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า) ปรับเป็นไม่มีขึ้นต่ำในการซื้อ ส่วนเงื่อนไขอื่นยังคงเดิม

สามารถอ่าน บทความเกี่ยวกับภาษี และ บทความน่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี้

ที่มา : www.gettgo.com

 907
ผู้เข้าชม
ทำเว็บธุรกิจ ทําเว็บขายของ ออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์สำเร็จรูป SoGoodWeb

HR Articles

โดยปกติการยื่นภาษีสามารถทำได้ทั้งที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งข้อดีของการยื่นภาษีออนไลน์คือ จะได้รับสิทธิขยายเวลาการยื่นแบบฯและชำระภาษีออกไปอีก 8 วัน จนบางครั้งเราอาจชะล่าใจ ผลัดวันไปเพราะวันนี้ยังหาเอกสารไม่ครบ วันนี้ติดประชุม หรือสารพัดเหตุผล พอรู้ตัวอีกทีก็เลยกำหนดยื่นภาษีไปเสียแล้ว แล้วอย่างนี้ควรทำอย่างไรดี
28571 ผู้เข้าชม
วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ 10 ประการของงาน HR "Best Practice" หรือ "วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ" เริ่มเป็นที่คุ้นเคยกันในวงการธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง แท้จริงแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวผลงานที่ได้ แต่เป็นการนำเสนอวิธีการหรือกระบวนการที่ทำแล้วดีที่สุดในการได้ผลงานที่ดี เด่นสำเร็จออกมาแล้วนำเอาวิธีการหรือกระบวนการนั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อให้แต่ละที่นำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรของตัวเองชาว HR ที่ไม่ต้องการตกยุคก็ต้องค้นคว้าหา "HR Best Practice" มาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
3268 ผู้เข้าชม
กระบวนการสมัครงานของคุณได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่ขั้นตอนการส่งประวัติส่วนตัวไปยังนายจ้างการสัมภาษณ์งานในแต่ละรอบ จนตอนนี้คุณคือผู้ถูกเลือกจากนี้ไปคุณต้องทำอะไรบ้าง ตรวจสุขภาพ บางบริษัทอาจส่งคุณไปตรวจร่างกาย ว่าคุณมีสุขภาพดีสามารถทำงานให้เขาได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง ส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหา ได้ทำงานแน่นอน หาผู้ค้ำประกัน หากเป็นงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเงิน ๆ ทอง ๆ อาจต้องมีผู้ค้ำประกัน ซึ่งบางแห่งไม่อนุญาตให้ญาติเป็นผู้ค้ำประกัน ผู้สมัครงานจึงต้องหาผู้ใหญ่ที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับนับถือมาเป็นผู้ค้ำประกันให้ ทำสัญญาว่าจ้าง โดยทั่ว ๆ ไปเป็นสัญญามาตรฐานว่ามีการตกลงว่าจ้างงานกัน รวมถึงเรื่องอัตราค่าจ้าง ผลตอบแทนต่าง ๆ และข้อบังคับของบริษัท ทดลองงาน แม้คุณจะได้เข้าทำงานแล้ว แต่คุณยังไม่ได้เป็นพนักงานเต็มตัว ต้องผ่านการทดลองงานเสียก่อน โดยปกติแล้วใช้เวลา 3-6 เดือน จึงจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ
1264 ผู้เข้าชม
นอกจากกลยุทธ์ในการทำธุรกิจแล้ว กลยุทธ์ในการดูแลบุคลากรในด้านต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน องค์กรอาจใช้กลยุทธ์นี้ขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกับกลยุทธ์อื่นๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุดต่อองค์กรได้ ลองมาดูกันดีกว่าว่าจะมีกลยุทธ์อะไรน่าสนใจกันบ้าง
684 ผู้เข้าชม
Get started for free today. DEMO FREE 60 DAYS
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์