เทคนิคHR เรื่อง การดูแลพนักงานใหม่อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

เทคนิคHR เรื่อง การดูแลพนักงานใหม่อย่าคิดว่าไม่สำคัญ



การเข้าออกของพนักงานในองค์กรถือเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำในการทำงาน เมื่อมีพนักงานลาออก ก็ต้องมีการสรรหาคัดเลือกพนักงานเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานที่หายไป และเมื่อคัดเลือกได้พนักงานที่น่าจะดีที่สุดแล้ว ก็จะต้องมีการนัดหมายเริ่มต้นการทำงาน พนักงานใหม่กลุ่มนี้ องค์กรมีการดูแลอย่างไรนั้น มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพนักงานที่ทำงานมานานๆ ในองค์กรเลย 

แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้น การดูแลพนักงานใหม่ของแต่ละองค์กรจะมีความแตกต่างกันออกไป และมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็ล้วนมีผลต่อความรู้สึกของพนักงานใหม่ ต่อภาพลักษณ์ และชื่อเสียงขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองมาดูกันว่า องค์กรต่างๆ เขามีวิธีการดูแลพนักงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ๆ อย่างไรกันบ้าง

1.ไม่มีการดูแลอะไรเลย

วิธีการดูแลพนักงานใหม่ในแบบที่หนึ่งนี้ ก็คือ ไม่มีการดูแลอะไรเลย พนักงานใหม่เข้ามาทำงานวันแรก ก็ไม่มีใครพาไปแนะนำ พนักงานบางคนต้องเดินถามคนโน้นคนนี้ไปทั่วว่าหน่วยงานที่ตนเองจะต้องเข้ามาทำงานนั้นอยู่ตรงไหน ถ้าบริษัทมีฝ่ายบุคคลก็จะดีขึ้นหน่อย ที่จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลพาไปแนะนำยังหน่วยงานต้นสังกัด จากนั้นก็ปล่อยไปตามยถากรรม บางคนทำงานวันแรก ก็คือนั่งโต๊ะเฉยๆ ไม่มีอะไรให้ทำ ไม่มีใครมาแนะนำเรื่องงาน ไม่มีใครมามอบหมายงาน ไม่มีแม้กระทั่งคนในหน่วยงานที่จะเข้ามาต้อนรับขับสู้ และพาไปแนะนำกับเพื่อนๆ ในหน่วยงานเดียวกัน วันรุ่งขึ้น พนักงานใหม่คนนี้ก็ไม่มาทำงานอีกเลย เพราะรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขาเลยสักนิดเดียว

2.ให้การดูแลแบบขอไปที

อีกลักษณะหนึ่งของการดูแลพนักงานใหม่ที่ดีขึ้นกว่าวิธีแรก ก็คือ มีการพาไปแนะนำในหน่วยงาน จากนั้น ผู้จัดการฝ่ายของหน่วยงานต้นสังกัดก็จะเล่าขอบเขตการทำงาน และมอบหมายงานที่จะต้องทำให้ทำ จากนั้นก็ปล่อยให้ทำงานเอง โดยที่ไม่มีการติดตาม หรือคอยอยู่ใกล้ๆ ให้คำแนะนำเวลาที่มีปัญหา พนักงานเองต้องทำงานแบบคลำทางเอาเอง ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ไม่รู้วิธีการว่าเดิมเคยทำไว้อย่างไร ก็ต้องลงมือทำเอง พอทำไปแล้ว บางคนกลับถูกตำหนิว่าทำไมไม่ถาม (ซะงั้น) พอไปถามเพื่อนร่วมงาน เขาก็ตอบว่าไม่ทราบ ให้ไปถามนาย แต่นายก็ไม่อยู่ให้ตาม ก็เลยรู้สึกเคว้งคว้างโดดเดี่ยว เพื่อนๆ ก็ไม่มีการต้อนรับอะไรเลย ต่างคนต่างทำงานของตนเองไปโดยไม่มีการใส่ใจซึ่งกันและกัน สุดท้ายทำงานได้แค่ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ลาออกไป เพราะรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับตนเองเลย

3.ให้การดูแลโดยเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้กันมาก กล่าวคือ พนักงานเนื่องจากเป็นคนใหม่ ยังไม่รู้จักใครในองค์กร ก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของหัวหน้างานโดยตรงของพนักงานคนนั้น ที่จะต้องทำหน้าที่ให้การต้อนรับ และดูแลเรื่องของความเป็นอยู่ของพนักงานในช่วงสัปดาห์แรก พาไปแนะนำตัวกับทีมงานทีละคน และพยายามชักชวนพนักงานใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการประชุมงาน การทำงานโครงการต่างๆ ร่วมกัน รวมทั้งเวลาพักทานอาหารก็จะไปทานเป็นเพื่อน พร้อมกับพูดคุยให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ อย่างเป็นกันเอง ทั้งนี้ก็เพื่อให้พนักงานสร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในช่วงแรกก่อน โดยที่ยังไม่เน้นเรื่องของการทำงานมากนัก อาจจะยังว่างงานอยู่ในระยะแรก เพราะยังไม่แน่ใจ หรืออาจจะยังไม่กล้าที่จะมอบหมายงานให้เต็มที่

4.ให้การดูแลอย่างเป็นระบบทั้งในเรื่องงาน และเรื่องความสัมพันธ์ที่ดี

วิธีนี้เป็นวิธีที่น่าจะดีที่สุด ก็คือ องค์กรจะมีการปฐมนิเทศพนักงานใหม่โดยฝ่ายบุคคล บอกถึงเรื่องราวของการปฏิบัติตนในการทำงาน เรื่องของระเบียบข้อบังคับต่างๆ จากนั้นก็จะพาเข้าหน่วยงาน ยิ่งไปกว่านั้นบางองค์กรยังมีการแต่งตั้งพี่เลี้ยงให้กับพนักงานใหม่ เพื่อที่จะคอยให้กับปรึกษา และให้คำแนะนำในเรื่องของการใช้ชีวิตในองค์กร แนะนำในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร การอยู่ร่วมกันของพนักงาน โดยเน้นไปที่การสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับพนักงานใหม่คนนี้ ในช่วงแรกก็จะมีการประกบ ไปไหนก็ไปด้วยกันตลอด บางองค์กรอาจจะมีพนักงาน หรือหัวหน้างานเอง ทำหน้าที่เป็นโค้ช คอยสอนงาน คนนี้จะเน้นไปในเรื่องของตัวงานล้วนๆ จะสอนในเรื่องของเทคนิคในการทำงาน กระบวนการทำงาน ขั้นตอนต่างๆ ระบบงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และคอยให้คำปรึกษาโดยตลอด ด้วยวิธีนี้ พนักงานจะมีคนที่ทำหน้าที่คล้ายๆ เป็นพี่เลี้ยงอยู่สองคน ก็คือ คนที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องของการใช้ชีวิต การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และอีกคน ก็คือเรื่องของการสอนงานโดยตรง และจะประกบไปแบบนี้จนพนักงานพ้นทดลองงาน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้พนักงานใหม่รู้สึกว่า องค์กรและหน่วยงานให้ความสำคัญกับเขา ทำให้เขารู้สึกดี และอยากทำงานให้กับองค์กรมากขึ้น 

    พนักงานใหม่ที่เราอุตสาห์สรรหา และคัดเลือกมาด้วยความยากเย็นนั้น เราควรจะให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ไม่น้อยไปกว่าพนักเก่า เพราะพนักงานใหม่เหล่านี้อีกไม่นานก็จะเป็นกำลังสำคัญขององค์กรในการสร้างผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

    แต่ถ้าเราไม่ดูแล ปล่อยปละละเลย เราก็อาจจะเสียพนักงานที่เก่งๆ ไป ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานกลุ่มนี้ก็อาจจะไปพูดกันปากต่อปากว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรที่ไม่น่าทำงานด้วยเลย เพราะไม่มีระบบอะไรเลย พนักงานใหม่เข้ามาทำงาน ก็ไม่มีการดูแลอะไร ซึ่งก็จะทำให้องค์กรเสียชื่อเสียงไปด้วย แต่พนักงานมีความสุข แล้วองค์กรจะมีผลงานที่ดีขึ้นจริงหรือ? สามารถอ่านบทความย่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี้


ที่มา : actuarialbiz.com

 3253
ผู้เข้าชม
ทำเว็บธุรกิจ ทําเว็บขายของ ออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์สำเร็จรูป SoGoodWeb

HR Articles

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเข้าอยู่ในรูปบริษัทแล้ว เมื่อมีรายจ่ายต่างๆ ที่เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องว่าจ้างให้ทำของหรือใช้บริการ ยกตัวอย่าง จ้างฟรีแลนซ์ (บุคคลทั่วไป) ให้ทำเว็บไซต์ ออกแบบกราฟิก จ้างช่างมาซ่อมแอร์ หรือการว่าจ้างบริษัทต่างๆ เช่น บริษัทบัญชี บริษัทออกแบบโฆษณา หรือค่าบริการที่จำเป็นต่างๆ เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าประกันภัยสินค้า ค่าประกันขนส่ง ค่าเช่าออฟฟิศ ฯลฯ รายจ่ายเหล่านี้ ในฐานะเจ้าของธุรกิจซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะมีหน้าที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ของเงินค่าจ้างของผู้ให้บริการออกมาด้วย โดยที่เงินนี้จะไม่ใช่เงินของเรา แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร
9276 ผู้เข้าชม
ในช่วงหนึ่งปัญหาใหญ่ขององค์กรต่างๆ คือ “หาคนเก่งยาก” จึงทำให้เกิดธุรกิจนายหน้าสรรหาคลากรหรือที่เรียกกันว่า Head Hunter หรือ Recruitment Agency เยอะแยะมากมาย ซึ่งก็พอช่วยทำให้ปัญหาการหาคนเก่งลดลงไปได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ความทันสมัยของเทคโนโลยีอินเตอร์ที่ทำให้คนทำงานเข้าถึงองค์กรและองค์กรเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทำได้ง่ายขึ้น ปัญหาการหาคนเก่งให้เจอจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
2117 ผู้เข้าชม
หลาย ๆ ท่านคงคุ้นเคยกับแนวคิดการบริหารคนจากต่าง Gen กัน วันนี้เราจะสรุปไว้เป็น 4 Gen และจะดูไปด้วยกันว่าในแต่ ละวัฒนธรรม (ไทยญี่ปุ่น จีน อเมริกัน) นั้นมีลักษณะแต่ละ Gen เหมือนหรือต่างกันอย่างไรด้วยครับ โดยการแบ่ง Gen ไมได้ หมายความว่ามี เส้นแบ่งโดย เด็ดขาด ว่า Gen ไหนก็จะต้องเป็นแบบนั้น แต่เป็นการบอกแนวโน้ม บอกความน่าจะเป็น ของกลุ่มคนโดยส่วนใหญ่ใน Gen นั้นเท่านั้น การแบ่ง นั้น บางตําราแบ่งเป็น 8 Gen คือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มี 3 Gen และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มี 5 Gen รวมกันเป็น 8 Gen แต่บางตำราแบ่งเป็น 5 Gen คือเหมารวมพวกก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเป็น 1 Gen และ พวกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็น 4 Gen
4284 ผู้เข้าชม
การทำ Succession Planning เชิงรุกเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการขาดพนักงานในตำแหน่งสำคัญๆ ได้มาก เพราะบริษัทจะทำการประเมินสถานการณ์และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นระยะๆ มีการสรรหา พัฒนา และตระเตรียมคนไว้ทดแทนอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะรอพนักงานคนเก่งลาออกไปแล้วค่อยมาคิดหาคนทดแทน ซึ่งกว่าจะหาคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงมาทดแทนได้ก็ยาก และบางทีก็ใช้เวลานาน
10146 ผู้เข้าชม
Get started for free today. DEMO FREE 60 DAYS
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์