การบริหารจัดการบริษัทมหาชนจำกัด

การบริหารจัดการบริษัทมหาชนจำกัด

     บริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัท มหาชนจำกัดคือ บริษัทที่ตั้งขึ้นโดยมีความประสงค์ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ขั้นตอนการจัดตั้งโดยสรุป เริ่มโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป ดำเนินการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ และจัดทำหนังสือชี้ชวนให้ประชาชนซื้อหุ้น เมื่อมีการจองหุ้นครบจำนวนตามที่กำหนดในหนังสือชี้ชวน หรือเอกสารเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นครบแล้ว ผู้เริ่มจัดตั้งต้องเรียกประชุมจัดตั้งบริษัท เมื่อประชุมจัดตั้งบริษัทแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของกรรมการที่จะจัดการให้มีการชำระค่าหุ้นที่จองไว้จนครบ แล้วไปจดทะเบียนตั้งบริษัท

      บริษัทที่จัดตั้งขึ้นจะประกอบธุรกิจประเภทใดบ้าง ต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ตามรายการที่ระบุไว้ ใน หนังสือบริคณห์สนธิ

      นอกจากการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด ตามขั้นตอนของกฎหมายบริษัทมหาชนจำกัดดังกล่าวแล้ว ยังสามารถจัดตั้งขึ้น ตามขั้นตอนของกฎหมายพิเศษ คือ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ได้ด้วย โดยกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ มีหลักการที่สำคัญ คือ หากรัฐบาลมีนโยบายจะเอาทุนของรัฐวิสาหกิจ มาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในบริษัท คือ บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดก็สามารถกระทำได้ และสามารถนำทุนทั้งหมดหรือบางส่วนของหลายรัฐวิสาหกิจ มาตั้งเป็นบริษัทเดียวหรือหลายบริษัทก็ได้

      การจัดตั้งบริษัทตามกฎหมายว่าด้วย ทุนรัฐวิสาหกิจ จะมี คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท เป็นผู้มีหน้าที่กำหนดรายละเอียดของบริษัทที่จะจัดตั้ง ที่สำคัญได้แก่ การกำหนดทุนเรือนหุ้น ทุนจดทะเบียน ชื่อของบริษัท โครงสร้างการบริหารงาน รายชื่อกรรมการ ตลอดจนหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัท เป็นต้น เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจพิจารณา และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

      เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว นายทะเบียน คือ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องจดทะเบียนบริษัทขึ้นตามรายละเอียดที่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติ หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนดังกล่าว ถือเป็นหุ้นที่มีการชำระเต็มมูลค่า โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด

      เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมหาชน ตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจเสร็จแล้ว การดำเนินกิจการของบริษัท ก็เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เช่นเดียวกันกับบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนก่อตั้งตามขั้นตอนปกติ เว้นแต่ส่วนที่มีการยกเว้นไว้ตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ อาทิเช่น

      ในระหว่างที่กระทรวงการคลังยังไม่ ได้โอนหุ้นที่ถืออยู่ให้แก่บุคคลอื่น ก็ยังไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนผู้ถือหุ้น และจำนวนหุ้นที่แต่ละคนจะถือไว้ได้ และยังไม่ต้องมีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น โดยให้ถือความเห็นของกระทรวงการคลัง อันเกี่ยวกับบริษัทนั้นเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และบริษัทดังกล่าวยังคงมีสิทธิ อำนาจ และประโยชน์ตามกฎหมายเดิมของรัฐวิสาหกิจนั้น อาจจะทั้งหมดหรือบางส่วนและตามระยะเวลาตามที่กำหนด ในพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยกฎหมายฉบับนี้ อาทิเช่น อำนาจในการดำเนินการต่อบุคคล หรือทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล เป็นต้นว่าสิทธิในการเข้าไปใช้ที่ดิน การวางท่อผ่านที่เอกชน หรือการได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้กฎหมายใด

      แต่อำนาจและสิทธิดังกล่าวจะสิ้น สุดลง หากบริษัทนั้นสิ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ คือ เมื่อกระทรวงการคลังถือหุ้นเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยละห้าสิบบริษัทมหาชนที่จัด ตั้งขึ้นแล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ ที่รู้จักกันดี อาทิเช่น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)


      การบริหารจัดการบริษัทมหาชนนั้น กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย กรรมการอย่างน้อยห้าคนและกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้ง หมด ต้องมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย กรรมการบริษัทต้องเป็นบุคคลธรรมดา มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด อาทิเช่น ต้องไม่เคยถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการ คือที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

      คณะกรรมการบริษัทมีอำนาจหน้าที่ จัดการบริษัทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อบังคับและมติของที่ประชุมผู้ถือ หุ้น ถ้ากรรมการไม่ดำเนินกิจการของบริษัทให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท กรรมการนั้นต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัท

      จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้างต้นเห็นได้ชัดว่า การบริหารจัดการบริษัทนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้นหรือฝ่ายบริหารของผู้ถือหุ้นไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรือเอกชน หรือผู้กำกับนโยบายของทางราชการ ไม่มีอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการบริษัท ถึงแม้บริษัทนั้นจะแปลงมาจากทุนรัฐวิสาหกิจก็ตาม จะดำเนินการได้เพียงการเสนอความเห็น หรือลงมติในการประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น

      สำหรับการแต่งตั้งกรรมการบริษัทก็ เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ยกเว้นกรณีตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระ คณะกรรมการมีอำนาจเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามที่กฎหมายกำหนด เป็นกรรมการแทนโดยให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของกรรมการที่แทน นอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการได้

      ส่วนการถอดถอนกรรมการออกจาก ตำแหน่งนั้น บุคคลใดที่ไม่ใช่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือศาลก็ไม่มีอำนาจถอดถอนกรรมการได้ เพราะการถอดถอนกรรมการออกจากตำแหน่ง กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือศาลเท่านั้น


 ที่มา :http://www.nidambe11.net/

 9969
ผู้เข้าชม
ทำเว็บธุรกิจ ทําเว็บขายของ ออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์สำเร็จรูป SoGoodWeb

People Employment

บทบาทการพัฒนาบุคลากรกับการบริหาร
1728 ผู้เข้าชม
องค์กรเดินถูกทิศ hit competency ให้ถูกทาง
1896 ผู้เข้าชม
ตัดรายจ่าย เพื่อกำไรที่มากขึ้น
1557 ผู้เข้าชม
Get started for free today. DEMO FREE 60 DAYS
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์