โปรโฒชัน

การกระจายอำนาจ ที่ไม่ได้ผล

การกระจายอำนาจ ที่ไม่ได้ผล


        การบริหารโดยการกระจายอำนาจ (Empowerment) เป็นแนวทางที่ยอมรับโดยสากลและถูกนำมาใช้ทั่วไป ทั้งภาครัฐและเอกชนมาเป็นเวลานาน เป็นเครื่องมือบริหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง วัตถุประสงค์หลักๆ คือ

          1. เป็นการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้โอกาส ให้อำนาจ และความเป็นอิสระในการทำงาน

          2. ลดขั้นตอนในงานที่ไม่จำเป็นด้วยการให้อำนาจในการตัดสินใจ
    
      3. เพื่อแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น
          4. เพื่อสร้างการทำงานเป็นทีม
    
     5. เป็นการสร้างผู้นำรุ่นใหม่

    
   อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรที่นำหลักการกระจายอำนาจมาใช้ก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมาย ที่วางไว้ พบว่ากลายเป็นว่าผู้รับมอบอำนาจมา ใช้อำนาจไม่เป็น ขาดคุณสมบัติของผู้นำ ขาดทักษะความรู้ ความสามารถ และมุ่งแต่ใช้อำนาจในทางแสวงหาผลประโยชน์แก่ตน และพวกพ้อง ทุกคนต่างเป็นใหญ่กลายเป็นการแบ่งก๊ก  แบ่งเหล่า เกิดผู้มีอำนาจหลายๆคน ในองค์กร เกิดภาวะวิกฤติการเมืองในองค์กรจนยากที่จะควบคุมได้ เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปพบว่าปัจจัยที่ส่งผลดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้

1. ความเป็นแบบไทยๆ (Thai culture)
     ในสังคมตะวันตกที่มีการปลูกฝังความคิดที่มีเหตุผล สร้างสรรค์ ริเริ่ม การคิดนอกกรอบ มีวินัย ความรับผิดชอบ ส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือตนเอง ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน ส่งผลให้ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบเรื่อง การตรงต่อเวลา การพึ่งตนเองการกล้าคิดในสิ่งที่ถูกต้อง ความเป็นตัวของตัวเอง กล้าวิจารณ์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ดังนั้น ความขัดแย้งทางความคิดวนสังคมตะวันตกถือเป็นเรื่องธรรมดา การยอมรับในกติกา เมื่อจบลงโดยเสียงส่วนมากก็ยอมรับ จับมือกันทำงานต่อ ความเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่กล่าวมาทำให้การใช้ระบบกระจายอำนาจได้ผลดี เพราะผู้รับอำนาจรับผิดชอบต่ออำนาจ ของตน และการที่จะได้รับPromote ตำแหน่งของสังคมตะวันตกถือเป็นเรื่องใหญ่ ต้องผ่านการประเมินคัดกรองเป็นอย่างดี มันคือโอกาสที่จะรับผิดชอบมากขึ้น และได้รับผลประโยชน์มากขึ้น หากมองบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างเข้าใจ พบว่า ในความเป็นสังคมที่เกื้อกูลอุปถัมภ์ เด็กๆได้รับการประคบประหงมอย่างดีตั้งแต่เด็กด้วยความเป็นห่วง ถูกสอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ เกรงใจกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน จนถึงระดับสังคม มีผลทำให้คนไทยเอาอารมณ์ และความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ให้ความสำคัญหับกฎกติกา ขาดวินัย ไม่ชอบที่จะคิดนอก กรอบ เพราะรู้สึกว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ปลอดภัย เดินตามผู้ใหญ่ปลอดภัยกว่า ทำให้สังคม ไทยเป็นสังคมที่ต้องพึ่งพิงและอาศัยอิทธิพลของผู้ชี้นำจากงานวิจัยของ Pro. Herbert Phillips ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของคนที่หมู่บ้านบางชัน มีนบุรี กทม. และเขียนลงในหนังสือThai Person Personality พบว่า   

          1. คนไทยชอบปฏิสัมพันธ์กัน 
          2. ชอบความราบรื่นกลมกลืนทางสังคม 
          3. หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า 
          4. ไม่แสดงความรู้สึกลึกๆต่อกัน ต่อหน้ากันจะยิ้มให้กันตลอด แต่บอกไม่ได้ว่าคิดอะไร 
          5. มีความอดทนสูง เก็บความรู้สึกเก่ง 
          6. ปัจเจกนิยมสูง 
          7. เกรงใจ 
          8. รักสนุก 
          9. ไม่ชอบผูกมัดในระยะยาว ชอบกิจกรรมเฉพาะกิจ

    
     ผลคือทำงานร่วมกันได้ ในที่ประชุมไม่ออกเสียงแสดงความคิดเห็น ไม่โต้แย้ง ประหนึ่งว่า
ยอมรับความคิดเห็น ชอบนินทาลับหลัง พอทำงานจริงทำไปตามทางของตนเอง ไม่เกิดการ ทำงานเป็นทีม ในองค์กร วัฒนธรรมนี้ส่งผลให้คนทำงานมักขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าคิดสิ่งที่ขัดแย้งกับผู้นำ รอคำสั่งอย่างเดียว หากทำตามคำสั่งแล้วปลอดภัย หากคิดเป็นอื่นอาจไม่ปลอดภัย มีความภักดีสูงไม่ว่าเจ้านายผิดหรือถูกหากเกลียดก็จะมุ่งทำร้ายให้ย่อยยับ โดยเฉพาะลับหลัง ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าอย่างจริงจัง


    
    ดังนั้น วัฒนธรรมดังกล่าวจึงเป็นอุปสรรคโดยธรรมชาติคือการกระจายอำนาจแล้วผู้รับ อำนาจ ไม่สามารถใช้อำนาจไปจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการกระจายอำนาจ ด้วยความเกรงใจ ไม่กล้าคิดนอกกรอบ ไม่กล้าตัดสินใจ ต้องรอคำสั่งการรับอำนาจมาจึงสูญเปล่า


2. การใช้ระบบอาวุโสในการPromote ตำแหน่ง

        การให้ตำแน่งที่ไม่ได้ผ่านระบบประเมินความสามารถ แต่ถึงคิวเพราะอายุขัยถึง ถือเป็นจุดอ่อนข้อหนึ่ง ที่พบได้บ่อย เพราะผู้ที่มีตำแน่งที่สูงอาจไม่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็น มักมองตำแหน่งคือ เกียรติยศศักดิ์ศรี อำนาจบารมี ผลประโยชน์ความเหนือผู้อื่นแต่ไม่เข้าใจในจุดมุ่งหมายและวิธีการใช้อำนาจ เพื่อวัตถุประสงค์ ของงานเพื่อมุ่งความสำเร็จ จึงมักใช้อำนาจในทางที่ผิดๆเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และการข่มผู้อื่น ไม่สามารถใช้ในการสร้างผลสำเร็จในงาน

3. หน้าที่กับอำนาจไม่ไปด้วยกัน
       หัวหน้าบางคนที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นรับผิดชอบมากกว่าเก่า สิ่งที่ตามมากับตำแหน่งคือ หน้าที่และ อำนาจ (Job & Authority) ทั้งสองส่วนต้องกำหนดมาคู่กันจึงจะสามารถทำงานได้หากมีแต่หน้าที่ และ ไม่มีอำนาจมาด้วย ก็คงได้แต่ทำไปเท่าที่ทำได้ สั่งการใครไม่ได้ ผู้นำบางคนที่ไม่เข้าใจการกระจายอำนาจ ไปเน้นแต่หน้าที่ ไม่รู้จักใช้อำนาจที่ได้รับไปสร้างความสำเร็จในงานได้ พอเผชิญกับปัญหาและความขัดแย้ง ไม่กล้าใช้อำนาจในการตัดสินชี้ขาด หรือกำหนดแนวทาง หรือการจัดสรรทรัพยากร ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หยุดชะงัก งานไม่เดิน วัฒนธรรม “รอนายสั่ง” จึงเกิดขึ้น “นายไม่ขยับ บ่าวก็ไม่เขยื้อน”

4. ไม่มีความรู้ในงาน
         ผู้นำที่ได้รับมอบอำนาจ หากขาดความรู้ในงาน รวมทั้งระบบบริหาร มักก่อปัญหาระยะยาว ไม่สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เดินไปเดินมา ได้แต่บ่นและวิจารณ์ผู้อื่น เวลาComment ในที่ประชุม ก็ตื้นๆ ขาดความรู้ ใช้ความรู้สึกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยฟังผู้อื่น บางทีก็เถียงอย่างแบบด้านๆ มักใช้อารมณ์ เวลาถูกแย้ง คนเหล่านี้พบเห็นได้บ่อย เช่น พวกถูกโยกย้ายไปกินตำแหน่งตามวาระ หรือเพราะเส้นสาย โดยขาดการพิจารณาตามความสามารถ

5. ไร้ความสามารถ

         ผู้บริหารบางรายอาจมีความรู้ แต่ไร้ความสามารถ ได้แก่ประเภทชอบแสดงภูมิเป็นคุ้งเป็นแคว แต่ไม่มีความสามารถในการทำให้เกิดผลการขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ที่ขาดทักษะในการบริหารส่งผลให้งานไม่เป็นผล คนผู้ใต้บังคับบัญชาเบื่อหน่าย

6. ไม่ตรงความสามารถ
        คนเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งมักถูกจับตามองจากเจ้านาย และให้ความไว้วางใจ บ่อยครั้งพบว่าการมอบหมาย อำนาจหรือเลื่อนความรับผิดชอบในตำแหน่งที่สูงขึ้น ผลงานกลับแย่ลงซึ่งกรณีเช่นนี้มักเกิดจากการจากการ ประเมินความสามารถที่ลูกน้องมีอยู่จริงเพราะใช่ว่าคนเก่งเรื่องหนึ่งจะเก่ง ไปทุกเรื่อง การกระจายอำนาจ และเลื่อนตำแหน่งงานต้องให้ตรงกับความสามารถและควรมีการประเมินทดลองงานร่วม ด้วยเสมอ

7. บ้าอำนาจ
        ผู้รับอำนาจหรือเลื่อนตำแหน่งให้ความสำคัญของอำนาจการที่อยู่เหนือผู้อื่น มากกว่าความ รับผิดชอบ ที่ได้รับมากขึ้น พอได้รับตำแน่งเกิดความหยิ่งยโส หลงคิดว่าตนแน่กว่าคนอื่น สั่งการได้ ใครไม่อาจทัดทาน ตนได้ จึงมุ่งใช้ประโยชน์จากอำนาจในทางผิดๆ ไม่ได้ใช้อำนาจเพื่องานและความสำเร็จของส่วนรวม การแสดงออกจึงมักมีลักษณะดื้อรั้น ข่มขู่ ก้าวร้าวตอบโต้ กลั่นแกล้งผู้ที่ด้อยกว่า เข้าข่าย “พวกบ้าอำนาจ” ไม่ใช้อำนาจไปสร้างสรรค์ในงาน

8. มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์

        การฉ้อฉล คอร์รัปชั่น โกงกิน แสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเองจากพวกที่ขึ้นมามีอำนาจ พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งในภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ไม่เพื่อตนเองโดยตรง ก็ใช้หว่านให้คนรอบข้างเพื่อปูทางให้โกงกินได้ราบรื่น เข้าข่ายเอื้อผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง เปรียบเสมือนเนื้้อรายที่กัดกร่อนสังคมไทยอยู่ทุกวันนี้ ยากที่จะกำจัดให้หมดสิ้น ผู้แสวงหาผลประโยชน์ จากการมีอำนาจจึงมุ่งพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยการให้สินบน ซื้อเสียง ข่มขู่ หลอกลวง หน้าไว้หลังหลอก โดยไม่สนใจกฎหมาย ความถูกต้อง ศีลธรรม ขาดสำนึกของความผิดชอบชั่วดี

9. ขาดภาวะผู้นำ

       ความด้อยในการบริหาร การนำองค์กร ขาดคุณธรรม รวมถึงการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดี ไม่สามารถจูงใจลูกน้องได้ พบเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้การกระจายอำนาจไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ร้อยคนเดินมา หาคนที่พร้อมด้วยภาวะผู้นำแม้คนเดียวได้ยากยิ่ง      

      ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบริบทหนึ่งของสังคมบ้านเราที่พบเห็นทั่วไป การแก้ปัญหาคงต้องมุ่งประเด็นการคัดเลือก คัดกรองคนที่มีความสามารถโดยการประเมินทดสอบอย่างเป็นรูปธรรมก่อนมอบตำแหน่ง และอำนาจให้ รวมทั้งกระบวนการพัฒนาผู้นำอย่างต่อเนื่อง

ข้อคิดการกระจายอำนาจ

          1. หลักการกระจายอำนาจเป็นเรื่องดี แต่ผู้รับอำนาจต้องมีความรับผิดชอบทั้งเก่งและดีด้วยจึงจะได้ผล
         2. การกระจายอำนาจควรกำหนดอำนาจและหน้าที่ให้ชัดเจนรวมทั้งเกณฑ์ประเมินวัดผลด้วย
         3. การกระจายอำนาจควรเลือกใช้กับบริบทขององค์กรที่มีคนดี  คนเก่ง  คนมีความสามารถเท่านั้น

ที่มา : น.พ.สมชัย ตั้งพร้อมพันธ์
http://get.ksbrhospital.com/

 1500
ผู้เข้าชม
ทำเว็บธุรกิจ ทําเว็บขายของ ออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์สำเร็จรูป SoGoodWeb

Human Resource

เมื่อไหร่สมควรขัดใจเจ้านาย?
1111 ผู้เข้าชม
8 วิธี สำหรับการเป็นผู้นำในองค์กร
631 ผู้เข้าชม
"CRC competency models"แผนสร้างคนรองรับธุรกิจเซ็นทรัล
2685 ผู้เข้าชม
Get started for free today. DEMO FREE 60 DAYS
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์